ประวัติของอเมริกาเหนือ 

คริสโตเฟอร์            โคลัมบัส

คริสโตเฟอร์  โคลัมบัส ชาวเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ได้รับอาสาพระนางอิสเบลลา แห่งสเปน เดินเรือสำรวจมหาสมุทร

แอตแลนติก เพื่อค้นหาเส้นทางไปยังทวีปเอเชีย เขาเดินทางมาพบทวีปอเมริกาเหนือ ในปี พ.ศ. 2035 และเดินทางมาสำรวจอีก 3 ครั้ง ในเวลาต่อมาโดยเข้าใจว่า ดินแดนที่พบนี้คือทวีปเอเชีย    ต่อมา อเมริโก เวสปุคชี ชาวเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลีได้เดินทางมายังดินแดนนี้ตามเส้นทางของโคลัมบัส เพื่อสำรวจให้กับสเปนและโปรตุเกสรวม 4 ครั้ง ในปี พุทธศักราช 2040, 2042, 2044 และ 2046 รายงานของเขาถูกตีพิมพ์เผยแพร่  ทำให้ชาวยุโรปทราบเรื่องราวทวีปใหม่ดีขึ้น และตั้งชื่อทวีปใหม่ว่า อเมริกาเพื่อเป็นเกียรติแก่ อเมริโก เวสปุคชี พวกที่เดินทางสู่อเมริกา โดยเรือขนาดเล็ก ต่างเบียดเสียดกันอย่างแสนสาหัส ตลอดเวลาการเดินทาง 16 สัปดาห์ ยังชีพด้วยการแบ่งปันส่วนอาหาร หลายครั้งที่ถูกพายุพัดเสียหาย ผู้คนล้มป่วยและตายลงเป็นจำนวนมาก เด็กทารกนั้นยากนักที่จะมีชีวิตรอดได้ภาพแผ่นดินใหม ่ที่ชาวอาณานิคมได้เห็นคือ ภาพป่าทืบอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้ อันหมายถึงว่า จะมีฟืน ไม้สำหรับต่อเรือ ปลูกบ้าน ทำสีย้อมผ้า ตลอดจนเครื่องใช้ ต่าง ๆ

อย่างพร้อมสรรพ  ดินแดนที่ถูกค้นพบใหม่ ได้มีการแย่งชิงกันหลายชาติ ชาวสเปนครอบครองอาณานิคมในเขตอเมริกากลาง อเมริกาใต้และหมู่เกาะอินดีสตะวันตกอังกฤษสามารถก่อตั้งอาณานิคมบริเวณรอบ ๆ อ่าวฮัดสันและชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน

 

           ส่วนตอนกลางของอ่าวเม็กซิโกขึ้นไป ตลอดลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทะเลสาบทั้ง 5 และชายฝั่งตะวันออกของ

แคนาดาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

          มูลเหตุที่ชักจูงให้ผู้คนอพยพมาสู่ทวีปอเมริกา คือความปรารถนาในการสร้างฐานะ ความอยากที่จะเผชิญโชค ความใฝ่ฝันที่จะมีเสรีภาพทางการเมืองและการนับถือศาสนาต่อมาอังกฤษทำสงครามกับฝรั่งเศสในทวีปยุโรป ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายแพ้สงคราม จึงต้องเสียอาณานิคมในอเมริกาให้กับอังกฤษ ทำให้อาณานิคมของอังกฤษขยายออกไป พร้อมกับการขยายตัวทางวัฒนธรรมเป็นเงาตามตัว

           ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับชาวอาณานิคมได้เกิดขึ้นเนื่องจากนโยบายการคลังของอังกฤษเรียกเก็บภาษี ีในรูปแบบต่าง ๆ จากชาวอาณานิคม เช่น พ.ร.บ. น้ำตาล พ.ศ. 2307 ให้เก็บสินค้าน้ำตาลที่ไม่ได้ส่งมาจากอังกฤษพ.ร.บ. แสตมป์ พ..ศ. 2308 ให้ปิดแสตมป์สิ่งพิมพ์ทุกชนิด ภาษีที่รัฐบาลอังกฤษเรียกเก็บสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนชาวอาณานิคมเกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม และแล้ว ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2316 ณ เมืองบอสตัน ชาวอาณานิคม กลุ่มหนึ่งได้ปลอมตัวเป็นชาวอินเดียนแดงลงไปในเรือบรรทุกสินค้าของอังกฤษ แล้วขนหีบหอใบชาโยนทิ้งทะเลเหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่า บอสตัน ที ปาร์ตีได้กลายเป็นชนวนที่ทำให้เกิดการรวมตัวกัน ของชาวอาณานิคม ต่อต้านรัฐบาลอังกฤษอย่างจริงจัง สงครามการต่อต้านรัฐบาลอังกฤษได้ยืดเยื้อนานถึง 6 ปี มีการสู้รบเกิดขึ้นทุกแห่ง โดยมี ยอร์ช วอชิงตัน เป็นแม่ทัพและแล้วในวันที่ 4 กรกฏาคม พ..ศ. 2319 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศอิสรภาพ ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย

โดยโทมัส เจฟเฟอสัน เป็นผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพไม่เพียงแต่เกิดชาติใหม่เท่านั้นแต่เป็นการประกาศให้โลกรู้ถึง ความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ในระยะแรกมีเพียง 13 รัฐเท่านั้นที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันออกด้านมหาสมุทรแอตแลนติก ที่รวมกันเข้าเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นก็ขยายอาณาเขตมุ่งสู่ทิศตะวันตกซึ่งก็ต้องประสบกับ การต่อต้านจากพวกอินเดียนแดงเผ่าต่าง ๆ ที่เป็นชนพื้นเมืองดั่งเดิมอย่างมาก การขยายตัวของสหรัฐอเมริกาไปทางทิศตะวันตก

ในครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 24 โดยวิธีต่าง ๆ ดังนี้คือ

      1. โดยการบุกเบิกจับจองที่ดินว่างเปล่า

      2. โดยการซื้อ

           2.1 รัฐหลุยเซียนา ซื้อจากฝรั่งเศส 15 ล้านดอลลาร์

           2.2 รัฐฟลอริดา ซื้อจากสเปน 5 ล้านดอลลาร์

           2.3 แคลิฟอร์เนีย ซื้อจากเม็กซิโก 10 ล้านดอลลาร์

           2.4 อลาสกา ซื้อจากรัสเซีย 7.2 ล้านดอลลาร์

      3 . โดยการผนวกดินแดนคือรัฐฮาวายและเท็กซัส

      4 . โดยการทำสงครามได้แคลิฟอร์เนียและนิวเม็กซิโกจากการรบชนะเม็กซิโก

หลังจากสหรัฐอเมริกาได้ประกาศเอกราช ไม่เป็นอาณานิคมของอังกฤษแล้ว แคนาดาซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษเหมือนกันแต่อยู่ใกล้กับสหรัฐอเมริกาทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องอะลุ่มออล่วยให้แคนาดาบ้าง ต่อมาภายหลังได้ให้แคนาดาปกครองตนเอง โดยมีฐานะที่เรียกว่าดอมิเนียนแห่งแคนาดา

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว แคนาดาจึงได้รับเอกราช

แต่เนื่องจากชาวอาณานิคมในแคนาดามีความผูกพันกับอังกฤษ รัฐบาลของแคนาดาจึงขออยู่ภายใต้ระบบที่เรียกว่า

ประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ” commonwealth

จะเห็นได้ว่าประเทศในกลุ่มแองโกลอเมริกา ได้สร้างชาติของตนให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาไม่นานนัก ทั้งสหรัฐอเมริกาและ

แคนาดา แม้จะพยายามสร้างเอกลักษณ์ของตนขึ้นมาเพียงใด ก็ยังคงมีสายใยของความผูกพัน กับประเทศ

ในยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษ ทั้งนี้อาจสืบเนื่องมาจากเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันเป็นระยะเวลานาน

 

 ชนพื้นเมือง

 

 

ชาวอินเดียนแดง
เชื้อสายดั้งเดิมเป็นมองโกล ที่อพยพมาจากทวีปเอเซีย ข้ามไปยังทวีปอเมริกาเหนือ โดยผ่านทางช่องแคบเบริง แล้วกระจายไปทั่วทวีปอเมริกาเหนือ กลาง และใต้ สำหรับในอเมริกาเหนือ ในประเทศสหรัฐฯ และแคนนาดา ชาวอินเดียนแดง เป็นชนกลุ่มน้อยที่ได้รับการจัดพื้นที่พิเศษ ให้เป็นนิคมของชาวอินเดียนโดยเฉพาะ

  

เผ่าเอสกิโม(Eskimo)
ชาวเอสกิโม อาศัยในกระท่อมที่ทำจากน้ำแข็ง (อิกลู) ซึ่งเป็นที่พักชั่วคราวในทุ่งหิมะ ขณะออกล่าสัตว์ พวกเอสกิโมเป็นชาวมองโกลที่แพร่กระจาย และอพยพจากทวีปเอเซีย เข้าไปอยู่ในบริเวณตอนเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ และกรีนแลนด์ ปัจจุบันอยู่ในดินแดน อลาสก้า แคนนาดา และกรีนแลนด์

 

ภูมิอากาศ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศ
  1. ที่ตั้ง ทวีปอเมริกาเหนือ ตั้งอยู่ระหว่าง ละติจูด 7 องศาเหนือถึง 83 องศาเหนือ ทำให้มีภูมิอากาศร้อน อบอุ่นและหนาว
  2. ลมประจำปี จากที่ตั้งของทวีปอเมริกาเหนือ ทำให้ได้รับอิทธิพลของลมประจำปี ดังนี้
    2.1 ลมสินค้าตะวันออกเฉียงเหนือ  พัดเข้าสู่ชายฝั่งทางด้านตะวันออกของสหรัฐอเมริกา อเมริกากลาง และหมู่เกาะอินดีสตะวันตก
    2.2 ลมตะวันตกเฉียงใต้   พัดเข้าสู่ชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
    2.3 ลมขั้วโลกตะวันออกเฉียงเหนือ พัดเข้าทางตอนเหนือของแคนาดาและรัฐอลากาของสหรัฐอเมริกา
    2.4 นอกจากนี้ทวีปอเมริกาเนือ ยังได้รับอิทธิพลของลมพายุเฮอร์ริเคน เป็นลมพายุหมุนเขตร้อน ที่ก่อตัวแถบทะเลแคริเบรียน  อ่าวเม็กซิโก ในมหาสมุทรแอนแลนติก แล้วเคลื่อนตัวเข้าสู่ ประเทศในหมู่เกาะอินดีสตะวันตก สหรัฐอเมริกา  เม็กซิโก และประเทศในกลุ่มอเมริกาลกลาง พายุนี้ทำให้เกิดคลื่นลมแรง และมีฝนตกหนักบ้างครั้งสร้างความเสียหายอย่างมาก  ส่วนบริเวณภาคกลางของสหรัฐอเมริกายังได้รับอิทธิพลของลมพายุหมุนทอร์นาโด ซึ่งเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในหนึ่งปีจะมีลมทอร์นาโดเกิดขึ้นมากกว่า 100 ครั้ง ลมทอร์นาโดนี้มีความเร็ว 140-500กิโลเมตรต่อชั่วโมง สร้างความเสียหายต่อบริเวณที่ได้รับอย่างมาก
  3. กระแสน้ำในมหาสมุทร
    3.1 กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม ไหลเรียบชายฝั่งทางด้านตะวันออกของสหรัฐเมริกา ทำให้ภูมิอากาศอบอุ่นชุ่มชื้น
    3.2 กระแสน้ำอุ่นอลาสกา ไหลเรียบชายฝั่งตะวันตกของแคนาดาและรัฐอลาสกา ทำให้อากาศอบอุ่นชุ่มชื้น
    3.3 กระแสน้ำเย็นแคลิฟอร์เนีย ไหลเรียบชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา ตะวันตกของเม็กซิโก ทำให้อากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง
    3.4 กระแสน้ำเย็นกรีนแลนด์ตะวันออก กระแสน้ำเย็นกรีนแลนด์ตะวันตก กระแสน้ำเย็นลาบราดอร์ ไหลเรียบชายฝั่ง ทางตะวันออกของแคนาดา
    3.5 นอกจากนี้ยังมีกระแสน้ำอุ่นเม็กซิโก กระแสน้ำอุ่นแคริบเบรียน ไหลบริเวณอ่าวเม็กซิโกและทะเลแคริบเบรียน
  4. แนวเทือกเขาที่ตั้งขวางทางลม ทวีปอเมริกาเหนือมีแนวเทือกเขาชายฝั่งทางด้านตะวันตกของทวีป ทำให้บริเวณด้านรับลมมีปริมาณน้ำฝนมาก อาทิ รัฐโอเรกอน รัฐวอร์ชิงตัน ของสหรัฐอเมริกา แวนคูเวอร์ของแคนาดา  ส่วนทางด้านอับลมหลังแนวเทือกเขารอกกีจะเป็นเขตที่ได้รับปริมาณน้ำฝนน้อย อาทิ ที่ราบเกรตเพลน
  5. ระยะห่างจากทะเล ทวีปอเมริกาเหนือ มีพื้นที่มากเป็นอัน 3 ของโลก แสดงว่าทวีปนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก บริเวณที่อยู่ใกล้ทะเลจะได้รับความชุ่มชื้นเมื่อมีลมพัดเข้า ส่วนพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลทะเลมากๆอากาศจะร้อนและขาดความชุ่มชื้นเพราะลมทะเลพัดเข้าไม่ถึง
จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ทวีปอเมริกาเหนือมีภูมิอากาศดังนี้
1. ภูมิอากาศแบบป่าฝนเมืองร้อน tropical rainforest climate ลักษณะภูมิอากาศแบบนี้
จะพบในบริเวณชายฝั่งตะวันออกของอเมริกากลางและบางส่วนของหมู่เกาะอินดีสตะวันตก เป็นเขตที่มีฝนตกชุกและมีอุณหภูมิสูงตลอดปี พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าดงดิบ
2. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อน tropical grassland climate จะปรากฎในบริเวณชายฝั่งตะวันตกของอเมริกากลาง ทางตอนใต้ของคาบสมุทรฟลอริดา และบางส่วนของหมู่เกาะอินดีสตะวันตก ลักษณะอากาศร้อนชื้นสลับแห้งแล้ง พืชพรรณธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าป่าโปร่งที่เรียกว่า “SAVANNA”
3. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย desert climate พบได้ในบริเวณภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาในรัฐอะริโซนา รัฐเนวาดา และภาคเหนือของเม็กซิโกเป็นเขตที่มีอุณหภูมิสูงมากในฤดูร้อน มีฝนตกน้อยไม่ถึง 10 นิ้วต่อปี พืชพรรณธรรมชาติเป็นพวกไม้มีหนามเช่นตะบองเพชร
4. ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทราย semidesert climate ลักษณะอากาศแบบนี้จะพบได้ในบริเวณ
ภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาบางส่วนในแคนาดาและเม็กซิโกซี่งอยู่บริเวณรอบ ๆ
เขตทะเลทราย มีลักษณะอากาศกึ่งแห้งแล้ง กลางวันร้อนกลางคืนหนาวและหนาวจัดในฤดูหนาว พืชพรรณธรรมชาติ เป็นทุ่งหญ้าสั้นที่เรียกว่า สเต็ปป์ “Stepp”
5. ภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน mediterranean climate ลักษณะอากาศแบบนี้จะพบในบริเวณชายฝั่ง
มหาสมุทรแปซิฟิก ทางตอนกลางของรัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกา มีลักษณะอากาศ ในฤดูร้อนอากาศร้อนและแห้งแล้ง ส่วนฤดูหนาวอากาศอบอุ่นและมีฝนตก พืชพรรณธรรมชาติเป็นทุ่งหญ้าสลับไม้พุ่มเตี้ย ที่เรียกว่าป่าแคระ” Chaparral
6. ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นสมุทรชายฝั่งตะวันตก marine westcoast climate
ลักษณะอากาศแบบนี้จะพบในบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในมลรัฐ
บริติชโคลัมเบีย วอชิงตันและโอเรกอน เป็นเขตที่มีอากาศอบอุ่นในฤดูร้อน ในฤดูหนาวอากาศเย็นสบายมีฝนตกตลอดทั้งปี พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าไม้ผลัดใบผสมป่าสน
7. ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นภาคพื้นทวีป humid continental climate
ลักษณะอากาศแบบนี้จะพบในบริเวณตอนกลางของสหรัฐอเมริกา รอบ ๆ ทะเลสาบเกรตเลกส์ไปจนจดมหาสมุทรแอตแลนติก ลักษณะอากาศมีอุณหภูมิต่ำในฤดูหนาวส่วนในฤดูร้อนอุณหภูมิปานกลางถึงสูงมากและมีฝนตกพืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าไม้ผลัดใบผสมป่าสน
8.ภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้น humid subtropical climate จะพบในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปีและที่ราบชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ลักษณะอากาศอบอุ่นอุณหภูมิปานกลางฝนตกตลอดทั้งปี
ไม่มีฤดูแล้ง พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าไม้ใบกว้างผลัดใบ
9. ภูมิอากาศแบบไทกา taiga climate หรือภูมิอากาศแบบกึ่งขั้วโลก จะพบในบริเวณรัฐอลาสกาของสหรัฐอเมริกา
และทางภาคเหนือของแคนาดา ลักษณะอากาศในฤดูหนาวอากาศหนาวจัดและมีหิมะตก ฤดูร้อนมีระยะเวลาสั้นอากาศค่อนข้างเย็นและมีฝนตกน้อย พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าสน
10. ภูมิอากาศแบบทุนดรา tundra climate หรือ ภูมิอากาศแบบขั้วโลก polar climate หรือ ภูมิอากาศแบบอาร์กติก arctic climate จะพบในบริเวณชายฝั่งมหาสมุทรอาร์กติกของอลาสกา และ
ตอนเหนือของแคนาดารวมทั้งชายฝั่งของเกาะกรีนแลนด์ ลักษณะอากาศแบบทุนดรา เป็นเขตอากาศหนาวเย็นแบบขั้วโลก ในฤดูหนาวอากาศหนาวจัดรุนแรง ฤดูร้อนมีระยะเวลาสั้น พืชพรรณธรรมชาติเป็นพวกตะไคร่น้ำ ไลเคนและหญ้ามอส
11. ภูมิอากาศแบบทุ่งน้ำแข็ง icecap climate จะพบบริเวณตอนกลางของเกาะกรีนแลนด์ มีอากาศหนาวจัด
และมีน้ำแข็งปกคลุ่มตลอดเวลา พืชพรรณธรรมชาติไม่สามารถขึ้นได้เลย
12. ภูมิอากาศแบบเทือกเขาสูง high land climate หรือ mountain climate
จะปรากฎอยู่ตามเทือกเขาสูงทางภาคตะวันตกของทวีป อาทิเทือกเขาอะลาสกา เทือกเขาร็อกกี เทือกเขาเนวาดา เทือกเขาแคสเคด เทือกเขา เซียร์รา มาเดร ลักษณะอากาศและพืชพรรณธรรมชาติจะเปลี่ยนไปตามความสูงของพื้นที่

 

เศรษฐกิจ  ศาสนา  วัฒนธรรม

 

ลักษณะทางเศรษฐกิจ และอาชีพของประชากร  เศรษฐกิจของทวีปอเมริกาเหนือ 1.การเพาะปลูก เป็นดินแดนผลิตอาหารที่สำคัญของโลก เป็นผู้นำในการผลิตข้าวโพดข้าวสาลี

2.การเลี้ยงสัตว์ มีการทำฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ ชาวอเมริกันนิยมรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นมเนย

มากกว่าอาหารโปรตีนชนิดอื่น วัวเนื้อ เลี้ยงบริเวณ เกรตเพลน (Great Plain) แหล่งเลี้ยงวัวนม ได้แก่บริเวณรอบ

ทะเลสาบ ทั้ง 5

3.การประมง มีการจับปลาในเขตน้ำตื้นชายฝั่ง แหล่งปลาชุกชุมอยู่ใกล้เกาะนิวฟันด์แลนด์ เรียกว่า

แกรนด์แบงก์

4.การอุตสาหกรรม อเมริกาเหนือเป็นทวีปที่ได้ชื่อว่าล้ำหน้าในเรื่องการอุตสาหกรรมของโลก โดยเฉพาะ

อย่างยิ่ง ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีโรงงานผลิตสินค้าชนิดต่างๆ กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ อุตสาหกรรม
สำคัญได้แก่การผลิตเหล็ก และเหล็กกล้า เครื่องจักรกล อุตสาหกรรมเกี่ยวกับการขนส่ง เขตอุตสาหกรรมที่สำคัญ
ของสหรัฐอเมริกา คือ ชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เข้ามาภายในจนถึงทะเลสาบใหญ่ทางตะวันตก และเขตที่

ราบลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ย่านอุตสาหกรรมของแคนาดาอยู่บริเวณทางตอนใต้ของ

ประเทศ ทำกระดาษและเยื่อไม้

5.การพาณิชยกรรม เป็นตลาดการค้าสำคัญของโลก มีประชากรจำนวนมาก เศรษฐกิจดี ผู้นำในทวีปอเมริกา

เหนือทั้ง 3 ชาติ คือสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก รวมกลุ่มกัน จัดตั้งเป็น เขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ

หรือนาฟตา (NAFTA)  เพื่อต่อรองและถ่วงดุลอำนาจกับประชาคมยุโรป

                                       ลักษณะทาง สังคม วัฒนธรรมทวีปอเมริกาเหนือ

ทวีปอเมริกาเหนือ  แบ่งสภาพทางวัฒนธรรมออกเป็นกลุ่มต่างๆ ดังนี้

1. แองโกลอเมริกา ได้แก่ดินแดนทางตอนเหนือของแม่น้ำริโอแกรนด์ ประกอบด้วยประเทศสหรัฐอเมริกา

ประชากรส่วนใหญ่สืบเชื้อสายมาจากประเทศอังกฤษ และฝรั่งเศส พูดภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส นับถือศาสนาคริสต์

นิกายโปรเตสแตนต์ รักอิสรภาพ นิยมการปกครองระบอบประชาธิปไตย

2. ละตินอเมริกา ได้แก่ดินแดนทางตอนใต้ของแม่น้ำริโอแกรนด์ ประชากรส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลทางเชื้อชาติ

และวัฒนธรรม จากประเทศโปรตุเกสและสเปน นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาธอลิก

3. กลุ่มชาวพื้นเมืองและพวกเลือดผสม ได้แก่ ลูกผสมระหว่าง ยุโรป และอินเดียนแดง เรียกว่า เมสติโซ

เป็นกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ ที่อาศัยอยู่ในเขตละตินอเมริกา ลูกผสมระหว่าง ยุโรปและนิโกร เรียกว่า มูแลตโต

4. กลุ่มประชากรเชื้อสายเอเชีย มีผิวสีน้ำตาลเหลือง อพยพมาจากเอเชียตะวันออก ได้แก่ชาวเอสกิโม

ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศแคนาดา และในรัฐอะแลสกา สหรัฐอเมริกา

5. กลุ่มประชากรเชื้อสายนิโกร จากทวีปแอฟริกา เป็นกลุ่มที่ชาวผิวขาวนำมาเป็นทาสในรุ่นแรก ๆ


ภาษา

ภาษาที่ใช้ในทวีปอเมริกา ส่วนใหญ่เป็นตระกูล อินโด - ยูโรเปียน มีหลายกลุ่ม คือ

           - ภาษาอังกฤษ  เป็นภาษาประจำชาติ และภาษาราชการประเทศแคนาดาและสหรัฐอเมริกา

           - ภาษาสเปน  เป็นภาษาราชการของประเทศเม็กซิโก และประเทศต่างๆ ในอเมริกากลาง

            - ภาษาฝรั่งเศส ใช้กันมากในมณฑลควีเบกประเทศแคนาดา และในเกาะ เฮติ

            - ภาษาอื่นๆ  เช่น ภาษาเอสกิโม ภาษาเผ่าต่างๆของชนกลุ่มน้อยของทวีปอเมริกาเหนือ ภาษาของชาว

เอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น ฟิลลิปปินส์ เป็นต้น


ศาสนา

           ประชากรส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาเหนือนับถือศาสนาคริสต์ นิกายที่สำคัญ ได้แก่ นิกายโปรเตสแตนต์ เป็น

ศาสนาที่ประชากรส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และแคนาดานับถือ นิกายโรมันคาธอลิก เป็นศาสนาที่ประชากรใน

มณฑลควีเบก ของ แคนาดา และประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาที่เคยเป็นอาณานิคมของสเปนนับถือ


ประชากร

เปรียบเทียบลักษณะทางสังคม ของประชากรในทวีปอเมริกาเหนือ คือ

ลักษณะทางสังคมของกลุ่มแองโกล - อเมริกา


- เป็นสังคมของประเทศที่มั่งคั่ง มีมาตรฐานการครองชีพสูง

- เป็นสังคมประชาธิปไตย ประชากรมีอิสรภาพ เสรีภาพ ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนสูง

- เป็นสังคมเมืองมากกว่าสังคมชนบท

- เป็นสังคมอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม

- ประชากรได้รับความสะดวกสบาย

ลักษณะทางสังคมของกลุ่ม ละตินอเมริกา


- เป็นสังคมของประเทศยากจน ประชากรมีรายได้ต่ำ

- เป็นสังคมกึ่งประชาธิปไตย กึ่งเผด็จการ มีการปฏิวัติรัฐประหารบ่อย บางประเทศ เช่น คิวบาเป็น

คอมมิวนิสต์ เป็นต้น

- เป็นสังคมชนบทมากกว่าสังคมเมือง

- ส่วนใหญ่เป็นประเทศเกษตรกรรม

- เป็นสังคมที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ลักษณะการกระจายตัวของประชากร

1. บริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ได้แก่ ภาคตะวันออกของทวีป ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบ

มีอากาศอบอุ่นสบาย ได้รับอิทธิพลจากทะเล มีปริมาณฝนเพียงพอ เหมาะแก่การเพาะปลูก อุดมด้วยทรัพยากร

ธรรมชาติ ได้แก่ เหล็ก ถ่านหิน น้ำมันปิโตรเลียม ส่งเสริมอุตสาหกรรมให้เจริญก้าวหน้า การคมนาคมขนส่ง

สะดวก

2. บริเวณที่มีประชากรอาศัยอยู่เบาบาง ได้แก่บริเวณภาคตะวันตก ที่มีลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง เป็น

อุปสรรคต่อการคมนาคมและการประกอบอาชีพทุกชนิด บริเวณทะเลทราย ที่มีลักษณะอากาศรุนแรง เขตอากาศ

หนาวเย็นใน รัฐอะแลสกา และตอนเหนือของแคนาดา ทวีปอเมริกาเหนือ เป็นทวีปที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร
ธรรมชาติหลายชนิด ที่เด่นมาก ได้แก่

1. ทรัพยากรป่าไม้ แหล่งป่าไม้ที่สำคัญ อยู่ในเขตประเทศแคนาดา และสหรัฐอเมริกา บางส่วนของเม็กซิโก

บริเวณแนวเทือกเขารอกกี

2.ทรัพยากรแร่ธาตุ และพลังงาน พบถ่านหินมากในเขตเทือกเขาแอปปาเลเชียน แร่เหล็ก มีแหล่งผลิตบริเวณ

ทะเลสาบทั้ง 5 โดยเฉพาะทะเลสาบสุพีเรีย ทองแดงมีมากในปานามา น้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีแหล่งผลิตที่

เทกซัส หลุยเซียนา แคลิฟอร์เนีย และอะแลสกา พลังงานน้ำที่นำมาใช้ในการหมุนกังหันผลิตกระแสไฟฟ้า มีมาก
ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์            ทวีปอเมริกาเหนือจัดเป็นทวีปในโลกใหม่ ซึ่งได้มีการพัฒนาตัวเองตามสมัยประวัติศาสตร์ 3 สมัยใหม่ๆ ดังนี้

            1.สมัยอาณาจักรของชนพื้นเมือง ชาวพื้นเมืองดังเดิมของทวีปอเมริกาเหนือคือ ชาวอเมริกัน
อินเดียน หรืออินเดียน  ซึ่งมีเชื้อสายมองโกลอยด์ อพยพมาจากทวีปเอเชียผ่านช่องแคบเบริงเมื่อหลายพันปีมาแล้ว และได้อพยพแผ่กระจายไปทั่วทวีปอเมริกาเหนือ พวกอินเดียนประกอบด้วยชนหลายเผ่า เช่น             -  พวกมายา (Mayas)  ตั้งถิ่นฐานในประเทศต่างๆ แถบอเมริกากลาง ได้แก่ ตอนใต้ของเม็กซิโก กัวเตมาลา บริติชฮอนดูรัส เอลซัลวาดอร์ และฮอนดูรัส ชนเผ่านี้ได้สร้างความเจริญในด้านต่างๆ เช่น การก่อสร้าง การประดิษฐ์อักษรภาพ (เฮียโรคลิฟฟิก) การจัดระบอบการปกครอง และความรู้ด้านดาราศาสตร์ เป็นต้น              -  พวกแอซเต็ก (Aztecs)  ชนเผ่านี้ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณประเทศสหรัฐเม็กซิโก ในปัจจุบัน ชนเผ่านี้ รู้จักการทอผ้าทำเครื่องประดับ และทำเครื่องปั้นดินเผา               -  พวกอินคา (Incas) ชนเผ่านี้ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณทวีปอเมริกาใต้

              สมัยการสำรวจและการก่อตั้งอาณานิคม   ก่อนที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ชาวอิตาลีจะได้แล่นเรือมา
ขึ้นบกที่ฝั่งทวีปอเมริกาเหนือ เมื่อปีพ.ศ. 2035 นั้น มีชาวไวกิ้งจากภาคเหนือของยุโรปเข้ามาอาศัยอยู่ก่อนแล้ว จนกระทั่งเมื่อ 500 ปีกว่านี้เอง ภายหลังคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสได้เดินทางมาพบหมู่เกาะอินดิสตะวันตก แต่พิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นโลกใหม่ ผู้พิสูจน์ได้คือ อเมริโก เวสปุสชี จึงตั้งชื่อหมู่เกาะนี้เป็นเกียรติแก่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ว่า "ทวีปอเมริกา" การค้นพบครั้งนี้ทำให้ชาวยุโรปได้มาตั้งอาณานิคมต่างๆ กันมากขึ้น              -  ชาวอังกฤษ ได้ตั้งอาณานิคมแห่งแรกที่เวอร์จิเนีย เรียกว่า นิวอิงแลนด์              -  ชาวฝรั่งเศส ได้ตั้งถิ่นฐานบริเวณลุ่มแม่น้ำเซนต์ลอว์เรนซ์ถึงทะเลสาบเกรตเลคส์ปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี และได้ตั้งชื่ออาณานิคมว่า นิวฟรานซ์              -  ชาวสเปน ตั้งถิ่นฐานบริเวณประเทศเม็กซิโก อเมริกากลาง หมู่เกาะอินดิสตะวันตกและได้ตั้งชื่ออาณานิคมว่า "นิวสเปน"              -  ชาวฮอลันดา ได้ตั้งอาณานิคม "นิวฮอลแลนด์" บริเวณปากแม่น้ำฮัดสัน และยังได้ซื้อเกาะแมนฮัตตันจากหัวหน้าเผ่าอินเดียนด้วยราคา 60 กิลเดอร์ หรือ 24 ดอลลาร์สหรัฐฯ แล้วสร้างเมืองขึ้นบนเกาะ เรียกว่า นิวอัมสเตอร์ดัม ต่อมาอังกฤษได้ยึดครอง แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า นิวยอร์ก เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่ ดุ๊ก ออฟ ยอร์ก พระราชอนุชาในพระมหากษัตริย์อังกฤษขณะนั้น               -  ชาวสวีเดน ได้จับจองบริเวณฝั่งแม่น้ำดาลาแวร์ และได้ตั้งชื่ออาณานิคมว่า นิวสวีเดน

             สมัยการได้รับเอกราชของประเทศต่างๆ ประเทศที่ตกเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจในขณะนั้น
 มีดังต่อไปนี้              -  การได้รับเอกราชของสหรัฐอเมริกา อาณานิคมของอังกฤษทั้ง 13 แห่ง บนชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นดินแดนแห่งแรกในอเมริกาเหนือที่ได้รับเอกราช ซึ่งกว่าจะหลุดพ้นจากอาณานิคมก็ต้องสู้รบกับอังกฤษถึง 8 ปี จึงได้รับเอกราชโดยสมบูรณ์ และหลังจากได้รับเอกราชแล้ว สหรัฐอเมริกาได้ขยายดินแดนไปจดมหาสมุทรแปซิฟิก โดยการบุกเบิกดินแดนที่ยังว่างเปล่า การเจรจรขอซื้อ จนถึงกับการทำสงคราม ทำให้สหรัฐอเมริกาใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากประเทศแคนาดา             การได้รับเอกราชของแคนาดา เริ่มแรกแคนาดาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ต่อมาต้องเสียดินแดนให้อังกฤษทีละน้อยจนไม่เหลือ หลังจากนั้นต่อมาอังกฤษจึงยินยอมให้แคนาดาปกครองตนเอง             การได้รับเอกราชของเม็กซิโกและอเมริกากลาง ก่อนที่เม็กซิโกได้รับเอกราชต้องสู้รบกับสเปนเป็นเวลานานถึง 11 ปี หลังจากนั้นเม็กซิโกต้องเสียดินแดนตอนเหนือให้สหรัฐอเมริกา ส่วนอาณานิคมของสเปนในอเมริกากลางส่วนใหญ่ได้รับเอกราชพร้อมกับเม็กซิโก              การได้รับเอกราชของหมู่เกาะอินดิสตะวันตก ดินแดนในหมู่เกาะอินดิสตะวันตกที่ได้รับเอกราชเป็นชาติแรก คือ ประเทศเฮติ ได้รับจากฝรั่งเศสหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2  การเมืองการปกครอง ลักษณะการปกครอง                ประเทศในทวีปอเมริกาเหนือจะมีการเมืองการปกครองเสรีนิยมเป็นส่วนมาก แต่การปกครองแบบเสรีนิยมยังมีความแตกต่างกันบ้าง ซึ่งมีลักษณะการปกครอง ดังนี้              กลุ่มแองโกล-อเมริกา เป็นกลุ่มที่รักอิสระ เสรีภาพ ประชาชนนิยมการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้นำของประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายในโลก แคนนาดาก็มีรูปแบบการปกครองคล้ายกับสหรัฐอเมริกามาก แต่แตกต่างกันคือ สหรัฐอเมริกามีประธานาธิบดีเป็นประมุขมาจากการเลือกตั้ง ส่วนแคนาดามีสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักรเป็นประมุข และเป็นประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ 

              -  กลุ่มประเทศอเมริกากลางและหมู่เกาะอินดิสตะวันตก  เป็นประเทศที่มีพื้นฐานของสังคมมาจาก
ลัทธิเจ้าผู้ครองนครหรือศักดินาสวามิภักดิ์มาก่อน เมื่อได้รับเอกราชจึงเปลี่ยนรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุข แต่ยังมีการปฏิวัติรัฐประหารบ่อยครั้ง ประชากรส่วนใหญ่ขาดการศึกษาและมีฐานะยากจน ซึ่งมักเป็นชาวพื้นเมือง พวกเลือดผสมหรือกรรมกรผู้อพยพจากชนบทมาอยู่ตามแหล่งเสื่อมโทรม ทำให้เกิดปัญหาความยุ่งยากในดินแดนอเมริกากลางอยู่เสมอจนถึงปัจจุบัน เช่น ประเทศนิการากัว ปานามา เฮติ

รูปแบบการปกครอง              ชีวิตความเป็นอยู่ของกลุ่มชนบทในทวีอเมริกาเหนือเป็นไปในมาตรฐานสูงและประเทศส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาเหนือปกครอง ระบอบประชาธิปไตย ยกเว้นประเทศคิวบาที่มีการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งสามารถสรุปรูปแบบการปกครองได้ดังนี้

การปกครองแบบประชาธิปไตย มีลักษณะดังนี้
              - ระบบประธานาธิบดีเป็นประมุขและฝ่ายบริหาร ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก ฮอนดูรัส เฮติ โดมินิกัน ตรินิแดด และโตเบโก               - ระบบรัฐสภา มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหาร ได้แก่ แคนาดา เบลีซ บาฮามาส จาเมกา เกรเนดา บาร์เบโดส เซนต์ลูเซีย เซนต์วินเซนต์ และเกรนาดีนส์ แอนติกาและบาร์บูดา เซนต์คิตส์ และเนเวิส               - ระบบประธานาธิบดีเป็นทั้งประมุขและฝ่ายบริหาร แต่ได้รับความสนับสนุนจากผู้นำที่นิยมเผด็จการ ได้แก่ กัวเตมาลา ปานามา นิการากัว และเอลซัลวาดอร์

              การปกครองระบอบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ได้แก่ คิวบา

 

อาณานิคมในทวีปอเมริกาเหนือ

 

สหรัฐอเมริกาสมัยอาณานิคมแม้โคลัมบัสจะพบทวีปอเมริกาในค.ศ. 1492 แต่ก็วนเวียนอยู่ในหมู่เกาะแคริบเบียนเท่านั้น ในค.ศ. 1513 ฮวน พองซ์ เดอ ลีออง (Juan Ponce de Léon) นักสำรวจชาวสเปนมาฟลอริดาเพื่อค้นหาน้ำพุแห่งความเยาว์วัย (Fountain of Youth) สเปนเป็นชาติแรกที่ตั้งอาณานิคมในอเมริกา แต่แค่ผิวชายฝั่ง ไม่เข้าไปลึกมาก ในค.ศ. 1540 เดอ โคโรนาโด (Francisco Vásquez de Coronado) ชาวสเปนสำรวจทะเลทรายทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ พบแกรนด์แคนยอนส่วนอังกฤษนั้นตั้งอาณานิคมแรกคือเจมส์ทาวน์ (Jamestown) ในค.ศ. 1607 ตั้งชื่อตามพระนามพระเจ้าเจมส์ที่ 1 โดยบริษัทลอนดอนเวอร์จิเนีย (London Virginia Company) ซึ่งจะพัฒนากลายเป็นมลรัฐเวอร์จิเนีย ในปีแรกๆฤดูหนาวนั้นหนาวเหน็บผู้คนล้มตายเพราะขาดอาหาร แต่ด้วยความช่วยเหลือของชาวพื้นเมือง ทำให้อาณานิคมยังอยู่รอด และได้ยาสูบ (tobacco) เป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ ปลูกเป็นไร่ขนาดใหญ่ (Plantation) มีการนำทาสผิวดำจากแอฟริกามาใช้ในอังกฤษเกิดสงครามกลางเมืองอังกฤษและการกดขี่ศาสนา ทำให้พวกนิกายต่างๆหลบหนีมาอเมริกาเพื่อตั้งรกราก พวกพิลกริม (Pilgrim) นั่งเรือเมย์ฟลาวเวอร์ (Mayflower) มาตั้งอาณานิคมพลีมัธ (Plymouth) ประกาศ Mayflower Compact เพื่อปกครองตนเอง พวกกลุ่มเพียวริตัน ได้รับการกดขี่ในอังกฤษหนีมาตั้งอาณานิคมอ่าวแมสซาชูเซตต์ (Massachusette Bay) เพื่อสร้างดินแดนในอุดมคติของนิกายพิวริตัน ในค.ศ. 1675 ชาวอาณานิคมทำสงครามอย่างชาวพื้นเมืองอย่างดุเดือดในสงครามพระเจ้าฟิลิป (King Philip's War) ทำให้ชาวพื้นเมืองและชาวอาณานิคมล้มตายมากมาย อาณานิคมพลีมัธและแมสซาชูเซตรวมกันในค.ศ. 1691 รวมเรียกว่า อังกฤษใหม่ (New England)ชาติอื่นก็มาตั้งอาณานิคมเช่นกัน ในค.ศ. 1638 สวีเดนตั้งอาณานิคมเดลาแวร์ แต่ถูกฮอลันดายึด ฮอลันดาตั้งอาณานิคมเนเธอร์แลนด์ใหม่ (New Netherlands) ประกอบด้วยนิวอัมสเตอร์ดาม (New Amsterdam กลายเป็นนิวยอร์ก) นิวเจอร์ซีย์ เดลาแวร์ และเพนซิลเวเนีย การแข่งขันระหว่างอังกฤษและฮอลันดาทำให้เกิดสงครามอังกฤษ-ฮอลันดา ในค.ศ. 1652 ถึง ค.ศ. 1674 อังกฤษยึดนิวอัมสเตอร์ดามได้ในค.ศ. 1664 และสนธิสัญญาบรีดาในค.ศ. 1667 ยกนิวเนเธอร์แลนด์ให้อังกฤษพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษทรงพระราชทานรางวัลแก่ผู้ที่ช่วยพระองค์ขึ้นกลับครองบัลลังก์ โดยทรงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าครองที่ดินในค.ศ. 1663 (Lord Proprietor) เพื่อไปตั้งอาณานิคมส่วนตัวในอเมริกาทางใต้ของเวอร์จิเนีย กลายเป็นแคโรไลนา (Carolina) ซึ่งเป็นสถานที่ปลูกพืชเขตร้อนมีค่า เช่น อ้อย และใช้ทาสผิวดำจำนวนมากเป็นแรงงาน แต่การกดขี่พวกอูเกอโนต์ในฝรั่งเศสและอาณานิคม ทำให้พวกอูเกอโนต์หลบหนีมาอยู่อาณานิคมอังกฤษ ทำให้สองชาติเกิดความขัดแย้งแย่งที่ทำมาหากินสงครามใหญ่สี่ครั้ง สงครามในยุโรปลุกลามมาถึงอาณานิคมด้วย ในค.ศ. 1689 สงครามมหาสัมพันธมิตร (War of the Grand Alliance) เมื่อชาติต่างๆรวมทั้งอังกฤษรวมตัวกันต่อต้านฝรั่งเศส กลายเป็นสงครามพระเจ้าวิลเลียม (King William's War) ในอาณานิคม อังกฤษยึดพอร์ต รอยัล (Port Royal) ในอคาเดีย (Acadia) ของฝรั่งเศส และบุกคิวเบก เมืองหลวงของอาณานิคมฝรั่งเศส แต่ไม่สำเร็จและถูกยึดพอร์ตรอยัลคืน จนสงครามในยุโรปสิ้นสุดในค.ศ. 1697ในค.ศ. 1702 สงครามสืบราชสมบัติสเปน (War of the Spanish Succession) กลายเป็นสงครามพระนางแอนน์ (Queen Anne's War) ในอาณานิคม ด้วยความช่วยเหลือของเผ่าอิโรคอยส์ ทำให้บริเตนได้อคาเดีย ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นสกอตแลนด์ใหม่ หรือโนวา สโกเทีย (Nova Scotia) และอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay) อันเป็นแหล่งขนบีเวอร์สำคัญในค.ศ. 1739 บริเตนทำสงครามกับสเปนในสงครามหูของเจงกินส์ (War of Jenkin's Ear) ในค.ศ. 1740 สงครามสืบราชสมบัติออสเตรีย (War of the Austrian Succession) กลายเป็นสงครามพระเจ้าจอร์จ(King George's War) ในอาณานิคมเมื่อฝรั่งเศสเข้าพวกสเปน อังกฤษยึดหลุยส์บอร์ก (Louisbourg) จากฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสบุกทำลายนิวยอร์ก จนค.ศ. 1748 สงครามสิ้นสุด กลับสู่สภาพเดิม แต่ไม่นานนัก สงครามฝรั่งเศสและอินเดียน (French and Indian Wars) คู่กับสงครามเจ็ดปี (Seven Years' War) ในยุโรป ในตอนแรกบริเตนพ่ายแพ้ยับเบิน แต่มองต์คาล์ม (Montcalm) นำทัพอาณานิคมชนะฝรั่งเศสและชาวพื้นเมืองได้ ในค.ศ. 1759 บริเตนขนะฝรั่งเศสในการรบที่ราบอับฮราฮัม (Plains of Abraham) ยึดเมืองคิวเบกได้ ในค.ศ. 1763 สนธิสัญญาปารีส ยกแคนาดาทั้งหมดให้บริเตน อาณานิคมบริเตนจึงขยายกว้างใหญ่ไพศาลอาณานิคมทั้งสิบสาม(Thirteen Colonies) หมายถึง 13 อาณานิคมซึ่งในอดีตเคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และประกาศอิสรภาพพร้อมกันเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 (พ.ศ. 2319) กำเนิดเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาอาณานิคมทั้งสิบสามได้แก่รัฐนิวยอร์ก รัฐเพนซิวาเนีย รัฐจอร์เจีย รัฐนิวเจอร์ซีย์ รัฐนอร์ทแคโรไลน่า รัฐเวอร์จิเนีย รัฐแมสซาซูแซตส์ รัฐแมรี่แลนต์ รัฐเซาส์แคโรไลน่า รัฐคอนเนกติคัต รัฐนิวแฮมเชียร์ รัฐเดลาแวร์ รัฐโรดไอส์แลนด์   การปฏิวัติของอเมริกาโคลัมบัส เดิมเรือจากยุโรปไปทางทิศตะวันตกเพื่อหาเส้นทางเดินเรือใหม่ เขาไปเจอกับทวีปๆนึง เขาคิดว่าทวีปนั้นคืออินเดีย จนกระทั่งต่อมา ประเทศสเปนกับประเทศโปรตุเกสได้เดินทางลงใต้ ทำให้พบทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งพบทองคำเป็นจำนวนมาก ทำให้สหราชอาณาจักรและประเทศฝรั่งเศสซึ่งเดินทางไปที่หลัง จำใจต้องขึ้นไปทางทิศเหนือ อังกฤษได้ขึ้นฝั่งที่บริเวณตะวันออก แถบนิวอิงแลนด์ นิวยอร์ก ฝรั่งเศสขึ้นฝั่งที่ตอนกลาง บริเวณลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทั้งสองได้ต่างกันขยายอาณานิคม ทำให้ทั้งสองได้มาประทะกันในที่สุด ทำให้เกิด สงคราม 7 ปี ในทวีปยุโรป ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายแพ้อังกฤษ ทำให้อังกฤษเข้ายึดดินแดนเดิมของฝรั่งเศส



ความสัมพันธ์ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับประเทศไทย

 

ความสัมพันธ์ระหว่างทวีปอเมริกาเหนือกับประเทศไทยได้มีความสัมพันธ์กันมาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นความสัมพันธ์ทางด้านการค้า การทูต การศึกษา และวัฒนธรรม แต่เนื่องจากทวีปอเมริกาเหนือเป็นประเทศที่มีบทบาทอย่างยิ่งต่อสังคมโลกปัจจุบัน ดังนั้นจึง       จะขอกล่าวถึงความสัมพันธ์เน้นเป็นรายประเทศ โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เพื่อที่นักเรียนจะได้เข้าใจภาพรวมได้อย่างชัดเจน ดังนี้ สหรัฐอเมริกา ประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกาได้ขยายขอบเขตความสัมพันธ์กันมากยิ่งขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ กล่าวคือ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นต้น ได้มีพวกมิชชันนารีอเมริกันนำวิทยาการใหม่ ๆ เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยเช่น ศาสนา วิชาการทางด้านการแพทย์ เป็นต้นและได้ช่วยพัฒนาให้ระบบราชการไทยเกิดความก้าวหน้าขึ้นหลายประการความสัมพันธ์ของทั้ง     2 ประเทศยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งด้านความสัมพันธ์ทางการค้าและทูต เมื่อมีการทำสนธิสัญญาทางไมตรีและการค้า รวมทั้งการแก้ไขสนธิสัญญาทางการค้าที่ไทยเสียเปรียบต่างประเทศ และมีการแลกเปลี่ยนทูตซึ่งกันและกัน นอกจากนี้ยังมีชาวอเมริกันหลายคนเข้ามารับราชการในประเทศไทยด้วยในปัจจุบันประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาหลายด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ วิชาการ การเมือง การทหาร และการกีฬา ซึ่งความช่วยเหลือจะออกมาในรูปของ      ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาลและรับบาลกับองค์กรเอกชน ทางด้านเศรษฐกิจนั้นสหรัฐอเมริกาและไทยได้ร่วมกันปรับปรุงการคมนาคมและการสื่อสารให้ขยายไปตามภูมิภาคต่าง ๆ   ส่งเสริมด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การบินพาณิชย์และมีการช่วยเหลือในการฝึกอบรมด้านวิชาชีพมากขึ้นนอกจากการติดต่อร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลแล้วยังมีองค์กรช่วยเหลืออื่น ๆ ของเอกชนในรูปของมูลนิธิ สถาบันต่าง ๆ เช่นมูลนิธิร็อกกีเฟลเลอร์ มูลนิธิฟอร์ด มูลนิธิเอเชีย ซึ่งได้ช่วยเหลือชาวไทยและองค์การสาธารณประโยชน์อื่น ๆ ที่อยู่ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ปัจจุบันนักศึกษาและประชากรจากประเทศไทย ได้ไปศึกษาและตั้งถิ่นฐานอยู่ในรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกาหลายหมื่นคน โดยเฉพาะที่เมืองลอสแองเจลิส ในขณะเดียวกันก็มีชาวอเมริกันเข้ามาดำเนินธุรกิจการค้าและเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทยอยู่ตลอดเวลา      

แคนาดา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับแคนาดาส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปทางด้านเศรษฐกิจ โดยทั้ง 2 ประเทศมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า และวัตถุดิบซึ่งกันและกันอยู่เสมอ      สินค้าสำคัญที่แคนาดาส่งมาจำหน่ายในประเทศไทย ได้แก่ กระดาษผลิตภัณฑ์กระดาษ                 แร่อะลูมิเนียม เครื่องจักรกลและเครื่องเคมีภัณฑ์ ส่วนสินค้าที่ไทยส่งไปจำหน่ายในแคนาดา ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง นุ่น อัญมณี ผ้าไหม เครื่องถม และดีบุกแต่เมื่อรวมกันแล้วยังมีปริมาณและมูลค่าน้อย อย่างไรก็ตามในระยะหลัง ๆ นี้ปริมาณการค้าระหว่างไทยกับแคนาดาก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย ๆ

                    นอกจากนี้ รัฐบาลแคนาดายังได้ให้ความช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการแก่ประเทศไทย โดยผ่านทางรัฐบาลและองค์กรเอกชน เช่น ผ่านองค์การความร่วมมือประเทศเอเชีย แปซิฟิก (APEC) ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเป็นสมาชิกอยู่ เป็นต้น

   

เม็กซิโกและประเทศในอเมริกากลาง ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับเม็กซิโกในเรื่องการทูต การค้า การกีฬา และการท่องเที่ยวอยู่บ้างซึ่งโดยมากมักจะเป็นการติดต่อระหว่างเอกชนของ    ทั้ง 2 ประเทศ นอกจากนี้ก็มีความสัมพันธ์ในเรื่องการกีฬากับคิวบา ส่วนประเทศอื่น ๆ ในอเมริกากลางซึ่งอยู่ห่างไกลจากประเทศไทยมาก การติดต่อสัมพันธ์ทางการค้าและทูตจึงมีน้อย

 

  

รวบรวมโดย

กลุ่มสีเเดง ม.3/6 #28

 ครูที่ปรึกษา มิสเครือมาศ บูรพาชยานนท์ 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณค่ะbig smile big smile big smile

#4 By (223.207.251.166|223.207.251.166) on 2014-07-21 21:22

พี่คะขอบคุณมากเลยคะ เพราะหนูมีรายงานที่ต้องไป present เรื่องนี้พอดีเลย confused smile

#3 By milady (103.7.57.18|124.120.8.236) on 2013-06-17 17:58

ขอบคุณครับ เนื้อหาแน่นมากครับ

#2 By นักเรียน ม.3/1 (101.108.124.125) on 2012-01-03 11:15

ละเอียดดีครับ ขอบคุณครับsurprised smile

#1 By user1 (58.181.180.134) on 2009-07-17 11:55