ประวัติของอเมริกาเหนือ 

คริสโตเฟอร์            โคลัมบัส

คริสโตเฟอร์  โคลัมบัส ชาวเมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ได้รับอาสาพระนางอิสเบลลา แห่งสเปน เดินเรือสำรวจมหาสมุทร

แอตแลนติก เพื่อค้นหาเส้นทางไปยังทวีปเอเชีย เขาเดินทางมาพบทวีปอเมริกาเหนือ ในปี พ.ศ. 2035 และเดินทางมาสำรวจอีก 3 ครั้ง ในเวลาต่อมาโดยเข้าใจว่า ดินแดนที่พบนี้คือทวีปเอเชีย    ต่อมา อเมริโก เวสปุคชี ชาวเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลีได้เดินทางมายังดินแดนนี้ตามเส้นทางของโคลัมบัส เพื่อสำรวจให้กับสเปนและโปรตุเกสรวม 4 ครั้ง ในปี พุทธศักราช 2040, 2042, 2044 และ 2046 รายงานของเขาถูกตีพิมพ์เผยแพร่  ทำให้ชาวยุโรปทราบเรื่องราวทวีปใหม่ดีขึ้น และตั้งชื่อทวีปใหม่ว่า อเมริกาเพื่อเป็นเกียรติแก่ อเมริโก เวสปุคชี พวกที่เดินทางสู่อเมริกา โดยเรือขนาดเล็ก ต่างเบียดเสียดกันอย่างแสนสาหัส ตลอดเวลาการเดินทาง 16 สัปดาห์ ยังชีพด้วยการแบ่งปันส่วนอาหาร หลายครั้งที่ถูกพายุพัดเสียหาย ผู้คนล้มป่วยและตายลงเป็นจำนวนมาก เด็กทารกนั้นยากนักที่จะมีชีวิตรอดได้ภาพแผ่นดินใหม ่ที่ชาวอาณานิคมได้เห็นคือ ภาพป่าทืบอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้ อันหมายถึงว่า จะมีฟืน ไม้สำหรับต่อเรือ ปลูกบ้าน ทำสีย้อมผ้า ตลอดจนเครื่องใช้ ต่าง ๆ

อย่างพร้อมสรรพ  ดินแดนที่ถูกค้นพบใหม่ ได้มีการแย่งชิงกันหลายชาติ ชาวสเปนครอบครองอาณานิคมในเขตอเมริกากลาง อเมริกาใต้และหมู่เกาะอินดีสตะวันตกอังกฤษสามารถก่อตั้งอาณานิคมบริเวณรอบ ๆ อ่าวฮัดสันและชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทางทิศตะวันออกของสหรัฐอเมริกาในปัจจุบัน

 

           ส่วนตอนกลางของอ่าวเม็กซิโกขึ้นไป ตลอดลุ่มแม่น้ำมิสซิสซิปปี ทะเลสาบทั้ง 5 และชายฝั่งตะวันออกของ

แคนาดาเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส

          มูลเหตุที่ชักจูงให้ผู้คนอพยพมาสู่ทวีปอเมริกา คือความปรารถนาในการสร้างฐานะ ความอยากที่จะเผชิญโชค ความใฝ่ฝันที่จะมีเสรีภาพทางการเมืองและการนับถือศาสนาต่อมาอังกฤษทำสงครามกับฝรั่งเศสในทวีปยุโรป ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายแพ้สงคราม จึงต้องเสียอาณานิคมในอเมริกาให้กับอังกฤษ ทำให้อาณานิคมของอังกฤษขยายออกไป พร้อมกับการขยายตัวทางวัฒนธรรมเป็นเงาตามตัว

           ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับชาวอาณานิคมได้เกิดขึ้นเนื่องจากนโยบายการคลังของอังกฤษเรียกเก็บภาษี ีในรูปแบบต่าง ๆ จากชาวอาณานิคม เช่น พ.ร.บ. น้ำตาล พ.ศ. 2307 ให้เก็บสินค้าน้ำตาลที่ไม่ได้ส่งมาจากอังกฤษพ.ร.บ. แสตมป์ พ..ศ. 2308 ให้ปิดแสตมป์สิ่งพิมพ์ทุกชนิด ภาษีที่รัฐบาลอังกฤษเรียกเก็บสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนชาวอาณานิคมเกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรม และแล้ว ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2316 ณ เมืองบอสตัน ชาวอาณานิคม กลุ่มหนึ่งได้ปลอมตัวเป็นชาวอินเดียนแดงลงไปในเรือบรรทุกสินค้าของอังกฤษ แล้วขนหีบหอใบชาโยนทิ้งทะเลเหตุการณ์ครั้งนี้เรียกว่า บอสตัน ที ปาร์ตีได้กลายเป็นชนวนที่ทำให้เกิดการรวมตัวกัน ของชาวอาณานิคม ต่อต้านรัฐบาลอังกฤษอย่างจริงจัง สงครามการต่อต้านรัฐบาลอังกฤษได้ยืดเยื้อนานถึง 6 ปี มีการสู้รบเกิดขึ้นทุกแห่ง โดยมี ยอร์ช วอชิงตัน เป็นแม่ทัพและแล้วในวันที่ 4 กรกฏาคม พ..ศ. 2319 สหรัฐอเมริกาได้ประกาศอิสรภาพ ณ เมืองฟิลาเดลเฟีย

โดยโทมัส เจฟเฟอสัน เป็นผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพไม่เพียงแต่เกิดชาติใหม่เท่านั้นแต่เป็นการประกาศให้โลกรู้ถึง ความสำคัญของสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ในระยะแรกมีเพียง 13 รัฐเท่านั้นที่อยู่ทางชายฝั่งตะวันออกด้านมหาสมุทรแอตแลนติก ที่รวมกันเข้าเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นก็ขยายอาณาเขตมุ่งสู่ทิศตะวันตกซึ่งก็ต้องประสบกับ การต่อต้านจากพวกอินเดียนแดงเผ่าต่าง ๆ ที่เป็นชนพื้นเมืองดั่งเดิมอย่างมาก การขยายตัวของสหรัฐอเมริกาไปทางทิศตะวันตก

ในครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 24 โดยวิธีต่าง ๆ ดังนี้คือ

      1. โดยการบุกเบิกจับจองที่ดินว่างเปล่า

      2. โดยการซื้อ

           2.1 รัฐหลุยเซียนา ซื้อจากฝรั่งเศส 15 ล้านดอลลาร์

           2.2 รัฐฟลอริดา ซื้อจากสเปน 5 ล้านดอลลาร์

           2.3 แคลิฟอร์เนีย ซื้อจากเม็กซิโก 10 ล้านดอลลาร์

           2.4 อลาสกา ซื้อจากรัสเซีย 7.2 ล้านดอลลาร์

      3 . โดยการผนวกดินแดนคือรัฐฮาวายและเท็กซัส

      4 . โดยการทำสงครามได้แคลิฟอร์เนียและนิวเม็กซิโกจากการรบชนะเม็กซิโก

หลังจากสหรัฐอเมริกาได้ประกาศเอกราช ไม่เป็นอาณานิคมของอังกฤษแล้ว แคนาดาซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษเหมือนกันแต่อยู่ใกล้กับสหรัฐอเมริกาทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องอะลุ่มออล่วยให้แคนาดาบ้าง ต่อมาภายหลังได้ให้แคนาดาปกครองตนเอง โดยมีฐานะที่เรียกว่าดอมิเนียนแห่งแคนาดา

หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้ว แคนาดาจึงได้รับเอกราช

แต่เนื่องจากชาวอาณานิคมในแคนาดามีความผูกพันกับอังกฤษ รัฐบาลของแคนาดาจึงขออยู่ภายใต้ระบบที่เรียกว่า

ประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ” commonwealth

จะเห็นได้ว่าประเทศในกลุ่มแองโกลอเมริกา ได้สร้างชาติของตนให้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาไม่นานนัก ทั้งสหรัฐอเมริกาและ

แคนาดา แม้จะพยายามสร้างเอกลักษณ์ของตนขึ้นมาเพียงใด ก็ยังคงมีสายใยของความผูกพัน กับประเทศ

ในยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษ ทั้งนี้อาจสืบเนื่องมาจากเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่มีร่วมกันเป็นระยะเวลานาน

 

 ชนพื้นเมือง

 

 

ชาวอินเดียนแดง
เชื้อสายดั้งเดิมเป็นมองโกล ที่อพยพมาจากทวีปเอเซีย ข้ามไปยังทวีปอเมริกาเหนือ โดยผ่านทางช่องแคบเบริง แล้วกระจายไปทั่วทวีปอเมริกาเหนือ กลาง และใต้ สำหรับในอเมริกาเหนือ ในประเทศสหรัฐฯ และแคนนาดา ชาวอินเดียนแดง เป็นชนกลุ่มน้อยที่ได้รับการจัดพื้นที่พิเศษ ให้เป็นนิคมของชาวอินเดียนโดยเฉพาะ

  

เผ่าเอสกิโม(Eskimo)
ชาวเอสกิโม อาศัยในกระท่อมที่ทำจากน้ำแข็ง (อิกลู) ซึ่งเป็นที่พักชั่วคราวในทุ่งหิมะ ขณะออกล่าสัตว์ พวกเอสกิโมเป็นชาวมองโกลที่แพร่กระจาย และอพยพจากทวีปเอเซีย เข้าไปอยู่ในบริเวณตอนเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ และกรีนแลนด์ ปัจจุบันอยู่ในดินแดน อลาสก้า แคนนาดา และกรีนแลนด์

 

ภูมิอากาศ

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศ
  1. ที่ตั้ง ทวีปอเมริกาเหนือ ตั้งอยู่ระหว่าง ละติจูด 7 องศาเหนือถึง 83 องศาเหนือ ทำให้มีภูมิอากาศร้อน อบอุ่นและหนาว
  2. ลมประจำปี จากที่ตั้งของทวีปอเมริกาเหนือ ทำให้ได้รับอิทธิพลของลมประจำปี ดังนี้
    2.1 ลมสินค้าตะวันออกเฉียงเหนือ  พัดเข้าสู่ชายฝั่งทางด้านตะวันออกของสหรัฐอเมริกา อเมริกากลาง และหมู่เกาะอินดีสตะวันตก
    2.2 ลมตะวันตกเฉียงใต้   พัดเข้าสู่ชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา
    2.3 ลมขั้วโลกตะวันออกเฉียงเหนือ พัดเข้าทางตอนเหนือของแคนาดาและรัฐอลากาของสหรัฐอเมริกา
    2.4 นอกจากนี้ทวีปอเมริกาเนือ ยังได้รับอิทธิพลของลมพายุเฮอร์ริเคน เป็นลมพายุหมุนเขตร้อน ที่ก่อตัวแถบทะเลแคริเบรียน  อ่าวเม็กซิโก ในมหาสมุทรแอนแลนติก แล้วเคลื่อนตัวเข้าสู่ ประเทศในหมู่เกาะอินดีสตะวันตก สหรัฐอเมริกา  เม็กซิโก และประเทศในกลุ่มอเมริกาลกลาง พายุนี้ทำให้เกิดคลื่นลมแรง และมีฝนตกหนักบ้างครั้งสร้างความเสียหายอย่างมาก  ส่วนบริเวณภาคกลางของสหรัฐอเมริกายังได้รับอิทธิพลของลมพายุหมุนทอร์นาโด ซึ่งเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำในหนึ่งปีจะมีลมทอร์นาโดเกิดขึ้นมากกว่า 100 ครั้ง ลมทอร์นาโดนี้มีความเร็ว 140-500กิโลเมตรต่อชั่วโมง สร้างความเสียหายต่อบริเวณที่ได้รับอย่างมาก
  3. กระแสน้ำในมหาสมุทร
    3.1 กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม ไหลเรียบชายฝั่งทางด้านตะวันออกของสหรัฐเมริกา ทำให้ภูมิอากาศอบอุ่นชุ่มชื้น
    3.2 กระแสน้ำอุ่นอลาสกา ไหลเรียบชายฝั่งตะวันตกของแคนาดาและรัฐอลาสกา ทำให้อากาศอบอุ่นชุ่มชื้น
    3.3 กระแสน้ำเย็นแคลิฟอร์เนีย ไหลเรียบชายฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา ตะวันตกของเม็กซิโก ทำให้อากาศหนาวเย็นและแห้งแล้ง
    3.4 กระแสน้ำเย็นกรีนแลนด์ตะวันออก กระแสน้ำเย็นกรีนแลนด์ตะวันตก กระแสน้ำเย็นลาบราดอร์ ไหลเรียบชายฝั่ง ทางตะวันออกของแคนาดา
    3.5 นอกจากนี้ยังมีกระแสน้ำอุ่นเม็กซิโก กระแสน้ำอุ่นแคริบเบรียน ไหลบริเวณอ่าวเม็กซิโกและทะเลแคริบเบรียน
  4. แนวเทือกเขาที่ตั้งขวางทางลม ทวีปอเมริกาเหนือมีแนวเทือกเขาชายฝั่งทางด้านตะวันตกของทวีป ทำให้บริเวณด้านรับลมมีปริมาณน้ำฝนมาก อาทิ รัฐโอเรกอน รัฐวอร์ชิงตัน ของสหรัฐอเมริกา แวนคูเวอร์ของแคนาดา  ส่วนทางด้านอับลมหลังแนวเทือกเขารอกกีจะเป็นเขตที่ได้รับปริมาณน้ำฝนน้อย อาทิ ที่ราบเกรตเพลน
  5. ระยะห่างจากทะเล ทวีปอเมริกาเหนือ มีพื้นที่มากเป็นอัน 3 ของโลก แสดงว่าทวีปนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก บริเวณที่อยู่ใกล้ทะเลจะได้รับความชุ่มชื้นเมื่อมีลมพัดเข้า ส่วนพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลทะเลมากๆอากาศจะร้อนและขาดความชุ่มชื้นเพราะลมทะเลพัดเข้าไม่ถึง
จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ทวีปอเมริกาเหนือมีภูมิอากาศดังนี้
1. ภูมิอากาศแบบป่าฝนเมืองร้อน tropical rainforest climate ลักษณะภูมิอากาศแบบนี้
จะพบในบริเวณชายฝั่งตะวันออกของอเมริกากลางและบางส่วนของหมู่เกาะอินดีสตะวันตก เป็นเขตที่มีฝนตกชุกและมีอุณหภ